กรรม คือ เจตนาที่กระทำบุญและบาป ได้แก่ กุศลกรรม และ อกุศลกรรม ผลของบุญและบาปจะให้ผลในลักษณะ ๔ ประการ เรียกว่า หน้าที่ของกรรม คือ
๑. ชนกกรรม คือ กรรมนำเกิด
๒. อุปถัมภกกรรม คือ กรรมอุดหนุน
๓. อุปปีฬกกรรม คือ กรรมเบียดเบียน
๔. อุปฆาตกกรรม คือ กรรมตัดรอน
 
 
          เมื่อคนเราได้กระทำบุญหรือบาปลงไปแล้ว ผลของบุญหรือบาป คือ วิบากจิต จะเป็นตัวนำเกิดในภพภูมิต่าง ๆ โดยมี กรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ หรือคตินิมิตอารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏขึ้น ก่อนที่สัตว์นั้นจะตายไป ลักษณะของอารมณ์ทั้ง ๓ มีดังนี้
          
          ก่อนตายจะระลึกถึงบุญหรือบาปที่ทำไว ถ้าทำบาปไว้มากเมื่อสิ้นลมก็ไปสู่ทุคติคือ นรก เปรต อสุรกาย หรือ เดรัจฉาน ถ้าทำบุญไว้มากเมื่อสิ้นลมก็จะไปสู่สุคติ ไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือเทวดา ถ้าได้ฌาน ก็จะไปเกิดเป็นพรหม ตามฐานะของฌานที่ตนได้ เรียกว่า กรรมอารมณ์ มาปรากฏ
          
          ก่อนตายจะปรากฏให้เห็นภาพเครื่องไม้เครื่องมือในการทำบุญทำบาป เช่น เห็นแห เห็นอวน เห็นปืน ซึ่งเป็นเครื่องมือในการทำบาป เมื่อสิ้นลมก็ไป สู่ทุคตคือ นรก เปรต อสุรกาย หรือ เดรัจฉาน ถ้าทำบุญไว้มาก เช่น ทำบุญตักบาตร ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา จะเห็นภาพอุปกรณ์ในการทำบุญ เช่น เห็นขันข้าว หม้อข้าว ทัพพี เห็นวัดวาอารามโบสถ์วิหาร เมื่อสิ้นลมก็จะไปสู่สุคติ ไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือเทวดา ถ้าได้ฌาน ก็จะไปเกิดเป็นพรหม ตามฐานะของฌานที่ตนได้ เรียกว่า กรรมนิมิตอารมณ์ มาปรากฏ
          
          ก่อนตายเห็นภาพสถานที่ใหม่ที่จะไปเกิด ถ้าเห็นถ้ำ ป่าเขาลำเนาไพร น้ำตก เหว ทะเล มหาสมุทร เมื่อตายลงก็จะไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย ถ้าเห็นไฟนรก เห็นเครื่องจองจำ เห็นสัตว์นรกกำลังถูกทรมาน เมื่อตายลงจะไปเกิดเป็นสัตว์นรก หรือถ้าเห็นหมู่เดรัจฉานนานาชนิด จะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เรียกว่า คตินิมิตอารมณ์
          
          กรรมที่จะทำหน้าที่ชนกกรรมได้ ต้องเป็นบุญหรือบาปที่มีกำลังแรง (ครบองค์แห่งกรรมบถ) ถึงจะสามารถส่งผลเป็นชนกกรรมนำเกิดให้กับสัตว์ทั้งหลาย
          
กรรมที่ทำหน้าที่นำเกิดในภพภูมิต่างๆ นั้น ทำหน้าที่ ๒ กาล คือ
๑. ทำหน้าที่ในปฏิสนธิกาล (ขณะเกิด)
๒. ทำหน้าที่ในปวัตติกาล (หลังจากเกิดจนกระทั่งตาย)
          
          ชนกกรรม คือ กรรมที่สัตว์ทั้งหลายได้กระทำไว้แล้ว ทั้งฝ่ายบุญและฝ่ายบาป ทำหน้าที่ เป็นชนก-กรรม ทำให้วิบากและกัมมชรูป (รูปที่เกิดจากกรรม) และกัมมปัจจยอุตุชรูป (รูปที่เกิดจากกรรมมีอุตุเป็นปัจจัย) เกิดขึ้นได้ทั้ง ๒ กาล คือ ปฏิสนธิกาล และ ปวัตติกาล
          
          ๑. ทำหน้าที่ในปฏิสนธิกาล คือ เมื่อสัตว์ทั้งหลายตายลงแล้วก็ไปเกิดในภพภูมิต่างๆ มี อบายภูมิ กามสุคติภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ด้วยอำนาจของชนกกรรมที่ทำให้วิบากและกัมมชรูป(นาม-รูป)ไปเกิดเป็นสัตว์ในภูมินั้นๆ ถ้าไปเกิดเป็นมนุษย์ การเกิดขึ้นครั้งแรกจะมีอวัยวะหรือรูปเกิดขึ้นยังไม่ครบ ต่อมาภายหลังรูปจึงจะเกิดขึ้นอีก
          
          ๒. ทำหน้าที่ในปวัตติกาล คือกรรมที่ทำหน้าที่ให้รูปนามเกิดขึ้นสืบต่อจากปฏิสนธิกาล จนกระทั่งสิ้นชีวิต เมื่อมนุษย์เกิดขึ้นมาครั้งแรกมีรูปที่เกิดจากกรรม ต่อมาภายหลังอวัยวะอื่น ๆ คือ ตา หู จมูก ลิ้น รวมทั้งอวัยวะน้อยใหญ่ก็เกิดขึ้นตัวชนกกรรม ก็ทำหน้าที่สืบต่อให้รูปหรืออวัยวะเกิดขึ้นตามมาจนครบ แม้วิมานอันเป็นที่อยู่ของ เทวดา พรหม ไฟ หรือเครื่องทรมานสัตว์นรกก็เกิดด้วยอำนาจของชนกกรรมเช่นเดียวกัน
          
          ชนกกรรม ที่ทำให้วิบากจิต กัมมชรูป และกัมมปจยอุตุชรูป ที่เกิดในปวัตติกาลนี้ เป็นกรรมที่ครบองค์แห่งกรรมบถหรือไม่ครบก็ตาม ย่อมสามารถนำให้เกิดได้ทั้งสิ้น
 
 
          สมัยกาลครั้งหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงออกประกาศสัจจธรรม ได้เสด็จมาถึงนครพาราณสี ชาวเมืองทั้งหลายต่างก็พากันตื่นเต้นดีใจ ด้วยความเลื่อมใสเป็นอันมาก ได้ชักชวนกันมา ถวายภัตตาหาร ในครั้งนั้นมีลูกชายของเศรษฐี ๔ คน ซึ่งพ่อแม่มีทรัพย์สินมากมายแทนที่จะเกิดความเลื่อมใส ร่วมใจกันทำบุญทำทาน กลับดูหมิ่นดูแคลนคิดว่า

คนทั้งหลายโง่เขลา แล้วร่วมกันเสพสุรายาเมา ประพฤติผิดกาเมสุมิจฉาจาร เมื่อลูกชายเศรษฐีทั้ง ๔ สิ้นชีวิตลงแล้ว ชนกกรรม นำเกิดในอเวจีมหานรกแดนนิรยภูมิ ชื่อว่า โลหกุมภีนรก เป็นนรกหม้อน้ำร้อน กว้าง ๖๐ โยชน์ (๑ โยชน์เท่ากับ ๑๖ กิโลเมตร) ได้รับความทุกข์ทรมาน ดำผุดดำว่ายจากปากหม้อน้ำร้อนจมลงสู่ก้นหม้อน้ำร้อน และจากก้นหม้อน้ำร้อนก็ลอยขึ้นสู่ปากหม้อน้ำร้อน เหมือนเมล็ดข้าวที่อยู่ในหม้อเวลาเดือด จะผุดขึ้น ผุดลงตลอดเวลา เป็นเช่นนี้ตลอดกาลนาน

สัตว์นรกตนหนึ่ง เมื่อลอยขึ้นสู่ปากหม้อน้ำร้อนพบหน้าเพื่อน ก็อยากจะระบายความทรมานที่ได้รับอยู่ โดยจะพูดว่า “ ทุชฺชีวิตมชีวิมฺหา…” แปลความว่า เพราะพวกเราไม่ได้ทำบุญกุศล เหมือนกับคนอื่นเขา หลงมัวทำแต่บาปกรรม จึงต้องมาได้รับความทุกข์ทรมานถึงปานนี้ แต่เขาพูดได้เพียงคำว่า ทุ… คำเดียว แล้วก็จมหายไปสู่ก้นหม้อน้ำร้อนตามเดิม

 
          สัตว์นรกอีกตนหนึ่ง เมื่อลอยขึ้นมาปากหม้อน้ำร้อนพบหน้าเพื่อน ก็อยากจะระบายความทุกข์ทรมานเหมือนเพื่อนคนแรก โดยจะพูดว่า “ สฏฺฐีวสฺสสหสฺสานิ…” แปลความว่า ตั้งแต่เราดำผุดดำว่ายอยู่ในหม้อนรกอันร้อนแรงนี้เป็นเวลานานถึง ๖๐,๐๐๐ ปี แล้ว เมื่อไรเราจะพ้นนรกขุมนี้เสียที แต่เขาก็พูดได้เพียงคำว่า สะ… คำเดียว แล้วก็ต้องจมหายลงไปสู่ก้นหม้อน้ำร้อนตามเดิม
 
          สัตว์นรกอีกตนหนึ่ง เมื่อลอยขึ้นมาถึงปากหม้อน้ำร้อน พบหน้าเพื่อนอยากจะพูดว่า “ นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต…” แปลความว่า เมื่อไรหนอจะพ้นโทษที่ทรมานนี้เสียที ไม่มีวี่แววว่าจะพ้นไปได้เลย บาปกรรมที่ตัวเราทำไว้ ให้ผลแก่เราสาสมเหลือเกิน แต่เขาก็เอ่ยได้เพียงคำว่า นะ... คำเดียว แล้วก็จมลงในหม้อน้ำร้อนตามเดิม
 
          สัตว์นรกอีกตนหนึ่ง เมื่อพบหน้าเพื่อนอยากระบายว่า " โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา..." แปลความว่า หากเราได้พ้นทุกขเวทนาในแดนนรกนี้ไปแล้ว เมื่อเกิดเป็นมนุษย์อีก เราจะตั้งหน้าตั้งตาบริจาคทานและรักษาศีลเป็นการใหญ่ทีเดียว แต่เขาก็พูดได้เพียงคำว่า โส… คำเดียว แล้วก็จมลงหายไปสู่หม้อน้ำที่เดือดพล่าน คำโอดครวญของสัตว์นรก ๔ ตนที่กล่าวว่า ทุ สะ นะ โส ๔ คำนี้ เรียกกันว่า หัวใจเปรต
 
 
          ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ ณ พระเวฬุวนารามป่าไผ่ใหญ่ใกล้กรุงราชคฤห์มหานคร มีอุบาสกชาวเมืองราชคฤห์ผู้หนึ่ง เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัยเป็นอย่างมาก ได้บำเพ็ญกุศลเป็นประจำ ทำทาน ตักบาตร รักษาศีล ๕ ในวันพระก็จะไปรักษาอุโบสถศีล และฟังธรรม อุบาสกนี้เป็นผู้มีศีลธรรมอันดีเยี่ยม เมื่อเขาสิ้นชีวิต ชนกกรรมชักนำให้เขาไปเกิดเป็นเทพบุตร ณ ดาวดึงส์แดนสุขาวดี
กลับไปที่หน้าสารบัญ อุปถัมภ์ กลับไปที่หน้าสารบัญ กลับขึ้นข้างบน อุปถัมภ์