บาป ที่ทำ ไม่สูญหายไปไหน เมื่อตายลงก็จะส่งผลให้เกิดในที่ ๔ แห่งด้วยกัน คือ นรกภูมิ เปรตภูมิ อสุรกายภูมิ และเดรัจฉานภูมิ
 
          เป็นที่เกิดของคนที่ทำบาป เมื่อตายไปก็ต้องไปเสวยผล ของบาปที่ทำไว้ ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ท่านได้กล่าว ไว้ว่า มี ๘ ขุม เรียกว่า “ มหานรก ๘ ขุม ”
          
มหานรก ๘ ขุม
สัญชีวนรก
ได้แก่ พวกมหาโจร ปล้นทำลายทรัพย์สิน ผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้ต่ำต้อย เมื่อตายจะไปอยู่ในนรกขุมนี้ นายนิรยบาลจะใช้อาวุธ ที่มีแสงฟาดฟันร่างกาย ขาดออกเป็น ๒ ท่อน ตายแล้วกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ แล้วถูกฟาดฟันให้ตายลงไปเป็นเช่นนี้อีก เรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นกรรม
กาฬสุตตะนรก
ได้แก่ พวกเพชฌฆาต พวกที่ฆ่านักบวช ภิกษุสามเณร ผู้ทุศีล อลัชชี พวกนี้เมื่อตายไป จะไปเสวยทุกข์ในกาฬสุตตะนรก นายนิรยบาลจะใช้เชือกสีดำ ดีดไปที่ร่างกาย แล้วใช้มีด ขวาน หรือเลื่อย ตัด ถาก หรือเลื่อย ตามรอยเชือกที่ดีดไว้ ได้รับความทุกขเวทนาแสนสาหัส
สังฆาตะนรก
ได้แก่ พวกพรานนก พรานเนื้อ หรือพวกที่ชอบทรมานเบียดเบียนสัตว์ ที่ตนใช้ประโยชน์ เช่น วัวควาย โดยขาดความเมตตาสงสาร บุคคลเหล่านี้เมื่อตายไปแล้ว ก็จะไปเสวยทุกข์ในสังฆาตะนรก ซึ่งจะถูกภูเขาเหล็ก ที่มีเปลวไฟลุกโพลง เคลื่อนมาบดทับขยี้ร่างกาย จนแหลกละเอียดเป็นจุณไป
โรรุวะนรก
ได้แก่ พวกเมาสุราอาละวาดทำร้ายร่างกาย พวกเผาไม้ทำลายป่า พวกกักขังสัตว์ไว้ฆ่า พวกชาวประมง เมื่อตายย่อมไปเสวยทุกข์ในโรรุวะนรก จะถูกนายนิรยบาล ทรมานด้วยควันไฟ อันร้อนระอุให้เข้าไปสู่ทวารทั้ง ๙ ร้องระงมด้วยความเจ็บปวด ทรมานแสนสาหัส
มหาโรรุวะนรก
ได้แก่ พวกที่ลักเครื่องสักการะบูชา ขโมยทรัพย์สมบัติของพ่อแม่ครูอาจารย์ หรือภิกษุสามเณร นักบวชต่าง ๆ บุคคลเหล่านี้เมื่อตายแล้ว ย่อมไปเสวยทุกข์ในมหาโรรุวะนรก โดยถูกไฟเผาตามทวารทั้ง ๙ ร้องครวญครางด้วยเสียงอันดัง
ตาปนะนรก
ได้แก่ พวกเผาบ้านเผาเมือง เผาโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ บุคคลเหล่านี้ตายแล้ว ต้องไปเสวยทุกข์ในตาปนะนรก จะถูกนายนิรยบาลให้นั่งตรึงด้วยหลาวเหล็ก อันร้อนแรงและมีไฟลุกท่วมร่างกาย
มหาตาปนะนรก
ได้แก่ พวกมิจฉาทิฏฐิบุคคล เห็นผิดเป็นชอบ ไม่รู้จักของดีมีประโยชน์ ปฏิเสธเรื่องบุญ เรื่องบาป เห็นว่าตายแล้วสูญ เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเที่ยง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทำแต่ทุจริตกรรม บุคคลเหล่านี้ตายแล้ว ย่อมไปเสวยทุกข์ในมหาตาปนะนรก จะถูกนายนิรยบาลไล่ให้ขึ้นไปบนเขาเหล็ก ที่กำลังร้อนแรง เมื่อลื่นตกลงมาเบื้องล่าง ก็จะถูกหลาวเสียบ และมีไฟไหม้ท่วมร่างกายของสัตว์เหล่านั้น
อเวจีมหานรก
ได้แก่ พวกทำบาปหนักที่เป็นอนันตริยกรรม คือ ฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำให้พระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต ทำสังฆเภท คือ ยุยงสงฆ์ให้แตกแยกกัน เป็นผู้ทำลายพระพุทธรูป พระพุทธเจดีย์ ต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พวกติเตียนพระอริยสงฆ์ บุคคลเหล่านี้เมื่อตายแล้ว ย่อมไปเสวยทุกข์ในอเวจีมหานรก
จะถูกนายนิรยบาลตรึงเสียบด้วยหลาวเหล็ก อันร้อนแรงทั้ง ๔ ด้าน จากซ้ายทะลุขวา หน้าทะลุหลัง ที่ศีรษะและเท้าถูกครอบตรึง ด้วยเหล็กที่ร้อนแรง
          
อุสสทนรก ๔ ขุม
          อุสสทนรก เป็นนรกขุมย่อย ล้อมรอบอยู่ตามประตูมหานรกทั้ง ๔ ทิศ ๆ ละ ๔ ขุม มหานรก ขุมหนึ่งจะมีอุสสทนรก ๑๖ ขุม ดังนั้น มหานรก ๘ ขุม จึงมีอุสสทนรกรวม ๑๒๘ ขุม มีชื่อเหมือนกันทุกประตู ต่างกันที่โทษหนักหรือเบาเท่านั้น มีชื่อดังนี้
คูถะนรก นรกอุจจาระเน่า
ได้แก่ พวกมหาโจร ปล้นทำลายทรัพย์สิน ผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้ต่ำต้อย เมื่อตายจะไปอยู่ในนรกขุมนี้ นายนิรยบาลจะใช้อาวุธ ที่มีแสงฟาดฟันร่างกาย ขาดออกเป็น ๒ ท่อน ตายแล้วกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ แล้วถูกฟาดฟันให้ตายลงไปเป็นเช่นนี้อีก เรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นกรรม
กุกกุละนรก นรกหลุมขี้เถ้า
ได้แก ่พวกเพชฌฆาต พวกที่ฆ่านักบวช ภิกษุสามเณร ผู้ทุศีล อลัชชี พวกนี้เมื่อตายไป จะไปเสวยทุกข์ในกาฬสุตตะนรก นายนิรยบาลจะใช้เชือกสีดำดีดไปที่ร่างกาย แล้วใช้มีด ขวาน หรือเลื่อย ตัด ถาก หรือเลื่อย ตามรอยเชือกที่ดีดไว้ ได้รับความทุกขเวทนาแสนสาหัส
สิมปลิวนะนรก นรกป่างิ้ว
ได้แก่ พวกมหาโจร ปล้นทำลายทรัพย์สิน ผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้ต่ำต้อย เมื่อตายจะไปอยู่ในนรกขุมนี้ นายนิรยบาลจะใช้อาวุธ ที่มีแสงฟาดฟันร่างกาย ขาดออกเป็น ๒ ท่อน ตายแล้วกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ แล้วถูกฟาดฟันให้ตายลงไปเป็นเช่นนี้อีก เรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นกรรม
เวตตรณีนรก นรกน้ำเค็ม
ได้แก่ พวกมหาโจร ปล้นทำลายทรัพย์สิน ผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้ต่ำต้อย เมื่อตายจะไปอยู่ในนรกขุมนี้ นายนิรยบาลจะใช้อาวุธ ที่มีแสงฟาดฟันร่างกาย ขาดออกเป็น 2 ท่อน ตายแล้วกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ แล้วถูกฟาดฟันให้ตายลงไปเป็นเช่นนี้อีก เรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นกรรม
ยมโลกนรก ๑๐ ขุม
          ผู้ที่ทำบาปอกุศลกรรมหนัก ๆ ไว้ไปเสวยทุกขเวทนาในมหานรก และอุสสทนรกแล้ว ยังจะต้องเสวยทุกข์ในยมโลกนรกอีก ซึ่งตั้งเรียงรายล้อมรอบอุสสทนรก ๕ ทิศ ทิศละ ๑๐ ขุม ในอุสสทนรกขุมหนึ่ง ๆ จึงมียมโลกนรก ๔๐ ขุม เมื่อรวมยมโลกทั้งหมดที่มีอยู่ในมหานรกทั้ง ๘ ขุม จะรวมได้ทั้งหมด ๓๒๐ ขุม
ยมโลกนรก ๑๐ ขุม มีชื่อดังต่อไปนี้
โลหกุมภีนรก นรกน้ำร้อน
นรกขุมนี้จะมีหม้อเหล็กขนาดใหญ่ ที่มีน้ำร้อนเดือดพล่านอยู่ตลอดเวลา
สิมพลีนรก นรกป่างิ้ว
จะเต็มไปด้วยต้นงิ้ว ที่มีหนามแหลมคมและมีพิษ จะลงโทษชายหญิง ที่ประพฤติผิดในทางเพศ
อสินขนรก นรกที่มีเล็บมือเล็บเท้าที่แหลมคม
โดยจะใช้เล็บมือเล็บเท้าของตนเองนี้ ขุดตะกุยเนื้อหนังของตนกินเป็นอาหาร
ตามโพทกนรก นรกน้ำทองแดง
ในนรกขุมนี้ จะมีหม้อเหล็กขนาดใหญ่ ที่มีน้ำทองแดง เดือดพล่านอยู่
อโยคุฬนรก นรกก้อนเหล็กแดง
ในนรกขุมนี้ จะเต็มไปด้วยก้อนเหล็กแดงอยู่เกลื่อนกลาดทั่วไป สัตว์นรกเห็นเป็นอาหาร ก็บริโภคเข้าไปได้รับความทุกขเวทนา
ปิสสกปัพพตนรก นรกภูเขาใหญ่
ซึ่งตั้งอยู่ ๔ ทิศ จะเคลื่อนเข้ามาหากัน และบดขยี้สัตว์นรก ให้แหลกละเอียดเป็นจุณ
ธุสนรก นรกอดน้ำ
ผู้ที่ตกนรกขุมนี้ จะมีความทุกข์ทรมานจากการหิวกระหายน้ำ
สีตโลสิตนรก นรกน้ำเยือกเย็น
เป็นนรกที่มีน้ำเย็นเป็นที่สุด สัตว์นรกจะต้องตายเพราะความเย็น และเกิดใหม่ทันที ทันทีที่เกิดใหม่ก็จะถูกนายนิรยบาลจับโยนลงไปอีก เป็นอยู่อย่างนี้ชั่วกาลนาน
สุนขนรก สุนัขนรก
จะเต็มไปด้วยสุนัขนรกที่ดุร้าย หิวโหย และกัดกินกันเอง
ยันตปาสาณนรก นรกเขากระทบกัน
ผู้ที่ตกในนรกขุมนี้ จะถูกนายนิรยบาลจับโยนเข้าไป ในระหว่างเขา ๒ ลูก ซึ่งกระทบกันอยู่ตลอดเวลา
          
          
          โลกันตนรก เป็นนรกขุมใหญ่พิเศษ ซึ่งตั้งอยู่ที่ระหว่างช่องว่างของขอบจักรวาลทั้ง ๓ ที่มาเชื่อมต่อกัน ซึ่งมีแต่ความมืดสนิท สัตว์ที่อุบัติในโลกันตนรกนี้ จะมีร่างกายใหญ่โตมหึมา มีเล็บเท้ายาว ใช้เกาะอยู่ตามขอบเชิงจักรวาล ห้อยโหนตัวอยู่ตลอดกาล เมื่อไปพบพวกเดียวกัน ก็คิดว่าเป็นอาหารจึงไล่ตะปบกัน จนเท้าตกลงมาในน้ำกรดที่เย็นยะเยือก สัตว์นั้นก็จะละลายหายไปเป็นจุณ แล้วอุบัติเกิดขึ้นใหม่ที่ขอบจักรวาลนั้น ห้อยโหนตัวอยู่ไปมา และเมื่อพบกันก็ตะปบกันอีก เป็นเช่นนี้ตลอดกาล
          
ทำบาปอะไรจึงต้องตกอยู่ในโลกันตนรก
๑. เป็นผู้ประทุษร้ายทรมานบิดามารดา ปราศจากความกตัญญูกตเวที
๒. เป็นมิจฉาทิฏฐิบุคคล คือ ไม่เชื่อบุญบาป ไม่เชื่อนรกสวรรค์ แล้วทำบาปอยู่เป็นเนืองนิจ
๓. ประทุษร้ายต่อผู้ทรงศีล ทรงธรรม หรือกระทำปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นประจำ ทุกวัน
          
          ด้วยอำนาจของกรรมหนักเหล่านี้ จึงชักนำให้ไปเกิดในโลกันตนรก ซึ่งมืดมิดอยู่เป็นนิตย์ตลอดกาลนาน ครั้นเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก จึงมีโอกาสเห็นแสงสว่างขึ้นแวบหนึ่ง ประมาณช่วงฟ้าแลบ หรือช่วงลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น
 
กลับขึ้นข้างบน หน้าต่อไป กลับไปที่หน้าสารบัญ กลับไปที่สารบัญ หน้าต่อไป